KRBB The Boutique Butcher

เดินผ่านร้านนี้สองสามครั้งตอนที่เพิ่งเปิดใหม่ และเข้าใจมาตลอดว่าเป็นร้าน Butcher ขายเนื้อวัว สำหรับซื้อกลับบ้านเท่านั้น จนเริ่มสังเกตเห็นว่ามีโต๊ะเก้าอี้หลายตัว พอรู้ว่านอกจากที่จะซื้อกลับบ้านได้แล้ว เรายังสามารถนั่งกินที่ร้านได้อีกด้วย แต่ก็ใช้หลักการคล้ายการซื้อกลับบ้าน คือเราต้องไปเลือกเนื้อเองว่าจะเอาส่วนไหนบ้าง และเค้าจะคิดราคาตามน้ำหนักจริง ส่วนถ้านั่งกินที่ร้านเลยก็จะคิดค่าอุปกรณ์การย่าง (Yakiniku) ค่าน้ำจิ้ม ค่าผัก ค่าข้าว น้ำเปล่า รวมกันเพิ่มอีกหัวละ 350 บาท ซึ่งตอนที่พวกเราไปลองกินกินกัน ร้านยังอยู่ในช่วง soft opening เลยยังไม่มีบริการทำอาหารอย่างอื่นเช่นเสต็กให้ แต่ย่างเองก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับเรา ปัญหาที่มีมากสุดในวันนั้นคือเราต้องนั่งกินข้างนอกร้านในส่วน Open Air เท่านั้น เพราะเครื่องดูดควันในร้านยังไม่ได้ติด! ร้อนทั้งไฟจากเตา ร้อนทั้งอากาศกันไป ดีที่ยังไม่ร้อนใจ

 



ช่วงที่ไปทาง KRBB กำลังมีโปร เนื้อ Hokkaido F1 แท้ๆ แบบพรีเมี่ยม Yakiniku Party Set ทั้งหมด 7 ส่วน แบบครึ่งกิโลกรัมในราคา 2,299 บาท ซึ่งจะมีส่วน 1. Zabuton สันคอส่วนบน, 2. Misuji ใบพาย, 3. Saroin สันนอก, 4. Kaburi ยอด (หมวก) ของริบอาย, 5. Kainomi 1 ใน 4 ส่วนของลูกมะพร้าว, 6. Kata Rousu สันคอส่วนล่าง และสุดท้าย 7. Kata Sankaku หัวไหล่ พอเราสั่งมือเชือดของทางร้านก็จะนำเนื้อมาแล่และชั่งน้ำหนักให้ทีละส่วนๆ จนครบครึ่งกิโลแล้วค่อยนำมาเสิร์ฟ ระหว่างนี้พนักงานก็จะมาเซ็ตเตาย่าง เครื่องเคราน้ำจิ้ม ผักสด ข้าวญี่ปุ่น และน้ำเปล่าให้ไปพลางๆ ซึ่งพวกเครื่องเคียงเหล่านี้เราสามารถเติมได้ตลอดการกิน แต่อย่างว่าเรามาเพื่อเน้นเนื้อ แม้แต่น้ำจิ้มพวกเรายังกินไม่หมดกันเลย จึงไม่ได้เติมอะไรเพิ่ม สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างประทับใจมากคือบริการและความใส่ใจของพนักงานของที่นี่ ถึงแม้ว่าจะยังเป็นช่วงที่เพิ่งเปิดใหม่และอะไรหลายอย่างยังไม่พร้อมครบ และการที่พวกเราโผล่ไปกินกันมื้อกลางวัน ซึ่งปกติคงไม่ค่อยมีลูกค้ามากิน (เพราะมันร้อน) แต่พนักงานทุกคนที่เจอวันนั้นก็พยายามบริการ และดูแลพวกเราเป็นอย่างดี คอยเดินมาดูเรื่อยๆ จากในร้านว่าเราต้องการอะไรเพิ่มกันหรือเปล่า ตรงนี้ขอพูดถึงเพราะประทับใจ :) :)

 



มาถึงเนื้อบ้าง หลังจากพนักงานทำการแล่ครบทั้ง 7 ส่วนและนำมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ ก็จะทำการอธิบายคร่าวๆ ว่าส่วนไหนเป็นส่วนไหน และแนะนำว่าควรเริ่มจากส่วนที่มีรสอ่อนสุดอย่าง Zabuton ที่มีมันมากสุดในบรรดาทั้งหมด 7 ส่วน และค่อยๆ ไล่ไปจนถึงส่วนที่มีรสเข็มข้นที่สุดอย่าง Kata Sankaku ซึ่งหมายถึงจะมีส่วนเนื้อให้ได้เคี้ยวมากสุด แน่นอนว่าพวกเราย่างแค่เบาๆ พอสะดุ้งไฟให้น้ำเนื้อเดิน ซึ่งหลังจากลองครบทุกภาคส่วนแล้ว ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ Kata Rousu ชนะเลิศ เพราะเป็นส่วนที่มีมันแทรกกำลังดี นุ่มละลายแต่ในขณะเดียวกันก็ได้รสเนื้อชัด และยังมีเทกซ์เจอร์ให้ได้เคี้ยวสมกับความเป็นเนื้อวัวอยู่ ไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มเลย! ผักสดอย่างเห็ดต่างๆ ฟักทอง และข้าวโพด เอามาย่างกินสลับกับเนื้อ ก็ดีมาก เพราะผักสด ๆ แค่ย่างก็หวานอร่อยตามธรรมชาติแล้ว นอกจากนี้เรายังลองสั่งเนื้อ Ozaki ส่วนสันคอล่าง มาลองเพิ่มอีก เนื้อโอซากิมีมันมากกว่า เนื้อ Hokkaido F1เรียกได้ว่าแทรกเป็นลายหินอ่อนแทบทุกอณู ละลายหอมหวานเต็มปากเต็มคำ แต่รสจะละมุนละไมสุภาพกว่า

 


สิ่งเดียวที่เสียดายค่อนข้างมากก็คือ การที่ทางร้านมีแต่เตาแก๊สให้ใช้ในการย่าง เข้าใจว่ามันยุ่งยากน้อยกว่าการใช้เตาถ่าน แต่ถ้าเป็นเตาถ่านคงยิ่งส่งให้เนื้อมีความหอมมากกว่านี้ และประสบการณ์การกินเนื้อคุณภาพดีมากอย่างนี้คงสุดกว่านี้ได้อีก ส่วนน้ำจิ้มที่จริง ๆ แล้วพวกเราว่ายังไม่ค่อยโดนนั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่เท่าไหร่ เพราะเรานิยมกินแบบจิ้มเกลือเบาๆ เพื่อให้ไม่กลบรสหวานธรรมชาติของเนื้อ และมันทำให้ได้ลิ้มรสความเป็นเนื้อวัวได้อย่างชัดเจนมากกว่า