Oyster : The Raw Bar : Sunday Lunch


รีวิวร้านอาหาร The Raw Bar  date : 07/06/2015 meal : Sunday Lunch


ความจริงสำหรับฝรั่งเหมือนเป็นกฏที่รู้กันสำหรับคนชอบทาน Oyster มาแต่โบราณ ว่าไม่ควรจะทานเดือนที่ไม่มีตัว “R” นั้นคือ ตั้งแต่เดือน May-Auguest ซึ่งทางแทบยุโรปและอเมริกานั้นจะเป็นช่วงหน้าร้อน ด้วยส่วนหนึ่งเนื่องมาจากสมัยก่อน เรื่องตู้เย็น น้ำแข็ง หรือการขนส่งก็ยังไม่ค่อยดี ทำให้หอยนางรมที่จับได้ ตาย-ไม่สด เร็วกว่าในช่วงหน้าหนาว บางคนเลยอาจจะคิดว่ามาถึงปัจจุับันเรื่องพวกนี้ไม่มีปัญหาแล้ว ก็คงจะทานได้ตลอดทั้งปีสินะ ความจริงคือทานได้ค่ะ แต่ว่ารสชาติของหอยช่วงหน้าร้อนก็จะไม่ดีเท่าช่วงหน้าหนาว เพราะเป็นช่วงที่หอยกำลังจะวางไ่ข่ ทำให้หอยโยกย้ายสารอาหาร(ความอร่อย)จากตัวมันเอง ไปเตรียมไว้สร้างไข่ คือถ้าเป็นหอยธรรมชาติเค้าก็จะปล่อยให้มันวางไข่ แต่ถ้าหอยเลี้ยง เรื่องนี้ก็ไม่เป็นประเด็น สำหรับคนที่ชอบทานหอยแบบ creamy หน่อยหอยช่วงที่มีไข่มันจะ creamy+slimy กว่าปกติค่ะ ซึ่งช่วงที่เบนไปทานก็เป็นช่วงหน้าร้อน 555 พอหน้าหนาวก็ต้องไปลองกันอีกรอบว่า มันจะอร่อยกว่ากันอย่างเห็นได้ชัดขนาดไหน


สำหรับหอยนางรมนั้น จริงๆแล้วมีอยู่ประมาณ 5 สายพันธุ์หลักๆ แต่รสชาติของหอยที่แตกต่างกันนั้นเรื่องของ Terroir มีผลอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิอากาศ อาหารในระบบนิเวศที่หอยอยู่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเค็มของน้ำทะเล เพราะยิ่งน้ำทะเลเค็มเท่าไหร รสชาติของหอยก็ยิ่งเข้มข้น (ขอลึกนิดนึง : เพราะหอยนั้นจะต้องสร้าง Amino acid เพื่อทำให้ cells ของมันมีความเข้มข้นเท่ากับน้ำทะเล ยิ่งน้ำทะเลเค็มเท่าไหร ก็แปลว่าหอยจะต้องยิ่งมี Amino acid เยอะเท่านั้น และ Amino Acid เนี้ยแหละ ที่ทำให้เกิดรสชาติหวาน และ umami หรือที่เราคุ้นๆกัน คือ Monosodium Glutamate(ฝงชูรส-ธรรมชาติ)) บางคนอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะถามว่า นี่เธอจะเขียนอะไรเยอะแยะ ฉัน(ผม)แค่ต้องการจะมาอ่านรีวิวร้าน Raw Bar




รีวิวของจริง : มา The Raw Bar แน่นอนว่าต้องมาทาน Oyster สด เค้ามีให้เลือกว่าจะสั่งเป็นตัวก็ได้ หรือสั่ง ½ dz หรือ Dozen ไปเลย (หอยนางรมเรียกเป็นโหลได้รึเปล่า? มันพังดูแปลกๆรึเปล่า “ขอหอยหนึ่งโหลค่ะ” เหมือนจะเอาหอยไปทำอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่กิน) สิ่งที่เบนสั่งก็สั่งมาลองให้เหมาะสมกับเงินในกระเป๋าของตัวเอง สั่งแบบ ½ dz. มาลองซึ่งเค้าให้ผสมกันได้ในราคาของหอยที่เท่ากัน (แต่ละวันจะมีหอยไม่เหมือนกัน บางตัวก็มีในเมนู บางตัวก็ไม่มีในเมนู)




ที่เบนสั่งมาวันนี้จะมี Kumamoto (USA), Kobe(Japan), St’Michel(French) = 1/2dz 880 บาท ถ้าใครเป็นมือใหม่สำหรับเรื่องทาน oyster ในเมนูเค้าก็จะมีเขียนอธิบายไว้หมดว่าแต่ละอย่างรสชาติเป็นอย่างไร หรือว่าง่ายสุดบอกพนักงานว่าชอบแบบไหนค่ะ เค็มมาก เค็มน้อย หวาน creamy etc. ส่วนตัวเบนเองนั้นชอบแบบเนื้อ firm ออกหวานเค็ม และไม่ creamy (ถ้าใครชอบแบบเดียวกับเบน หอยพวกนี้ส่วนใหญ่จะโตในน้ำเย็น เนื้อจะ firm กว่าหอยที่โตในน้ำอุ่น เพราะโตช้ากว่า) ตัวโปรดของเบนในวันนี้จะเป็น Kobe จากญี่ปุ่น ส่วน Favorite of (almost) everyone คือ Kumamoto ที่ตัวจะเล็กหน่อยแต่หนา แล้วก็หวาน creamy




หอยที่นี้ราคาแบบนี้ ที่เบนทานไปสดทุกตัว ไม่มีกลิ่นหรือรสชาติของความไม่สด เบนคิดว่า Quality control เรื่องความสดของหอยเค้าต้องดี เพราะถ้าพลาดนิดเดียวจะเสียหายมาก เนื่องจากได้ขึ้นชื่อว่าเป็น oyster bar




นอกเหนือจากหอยสิ่งที่เห็นว่าน่าลองก็มี Tuna Tartare (390บ.) แต่ส่วนผสมคือ avocado ดันหมด เลยอดสั่ง พนักงานเลยแนะนำให้สั่ง Carpaccio Hokkaido Wild Scallops แทน เบนเลือกซอสเป็นแบบ Yuzu (480บ) อีกอย่างคือ Truffle vinaigrette(590บ) ถึงหอยจะสด แต่ yuzu คิดว่าใ้ช้ของธรรมดา จานนี้เลยไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร และ combination ก็ไม่ได้ลงตัวขนาดนั้น




Scottish Salmon Tartare (570บ) กินผสมกันกับ Rice crackers แล้วอร่อยดี แต่ตัว Salmone เองไม่ค่อยโดดเด่นเรื่องรสชาติเท่าไหร่




อีกตัวที่สั่งเพื่อให้อิ่มขึ้นมานิดนึงคือ Spaghetti prawns ebiko creme (320บ) รสชาติเค็มมันกำลังดี ไม่เลี้ยน ถ้ากลับมาก็คงจะสั่งจานนี้อีก

 


ร้านที่เบนไปเป็นร้านใหญ่ที่ทองหล่อตรงข้าม J-avenue แล้วเค้าก็ยังมีสาขาที่อื่นอีกอย่างเช่น Empo หรือ Paragon


สรุปรวมใจความแล้ว

– หอยนางรมดีไม่มีที่ติ แล้วแต่ใครชอบว่าจะทานแบบไหนและกับ Mignonette, น้ำจิ่มทะเลแบบไทยๆ หรือมะนาว

– พวก Carpaccio & Tartare คุณภาพของสดที่เอามาทำอยู่ในระดับธรรมดา การปรุงรสชาติก็ไม่ได้โดดเด่น แต่ไม่ถึงกับมีอะไรเสียหาย

– Pasta ที่ได้ลองหนึ่งอย่างถือว่าทำได้รสชาติดี เส้นก็ทำออกมาได้ไม่แข็งหรือเละจนเกินไป

– ไปทานสามคน ตกคนละประมาณ 1,700 บาท(ไม่รวมเครื่องดื่ม alcohol) และไม่อิ่ม